วันอาทิตย์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2551
การสัมมนาเกี่ยวกับ Helvetica film
วันเสาร์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2551
สัมมนาครั้งที่ 3

ผลงานหนังสือ
- The End of Print : The Graphic Design of David Carson
- David Carson : 2nd sight
- Fotografiks
- Trek : David Carson,Recent work
ผู้มีอิทธิพลของ Graphic Designer จนถึงทุกวันนี้
Newsweek magazine ได้กล่าวว่าเขาเป็นผู้เปลี่ยนแปลงรูปโฉมของงานทางด้าน Graphic Design
เขาได้รับการยกย่องว่าเป็น “Single Handedly”
เขาได้รับการยกย่องว่าเป็นนักออกแบบอัฉริยะ

1.มีกลุ่มเป้าหมายเป็นเด็กวัยรุ่น กับ คำๆนี้ “the bibble of music+style”
2.Design Language ได้แก่ radical, subversive, revolutionary และ innovation
3.เนื้อหามีการวิเคราะห์เกี่ยวกับ การมีอยู่ของ media และโครงสร้างของงานออกแบบ
4.แบ่งทำงานกันเป็นหลายฝ่าย (many hands) เช่น type designers, graphic designers,photographers และ illustrators โดยให้ความอิสระ(freedom)ทางด้านการออกแบบ
5.ลักษณะงานเป็นแบบ Post-Modern


1. คำว่า“the bibble of music+style” เป็นคำที่ดึงดูดใจต่อ David Carsonสำหรับทำงานออกแบบ
2. David Carson จัดการกับงานออกแบบในลักษณะ fully-formedซึ่งมีรูปแบบ chaotic, abstract style
3. The graphic design เป็นกุญแจตัวสำคัญที่ท้าทายความคิดสำหรับการอ่านได้อย่างชัดเจนและการตั้งคำถามกับชิ้นงานออกแบบ
เอมี่เขาเป็น Graphic designer
ประวัติ
เกิดในค.ศ.1957ในคลีฟแลนด์ รัฐโอไฮโอ
เรียน
Graphic design ที่มหาวิทยาลัยซินซินนาตี้
Architect ศิลปะและการวางแผน
ทำงาน
-ค.ศ.1990 เข้าร่วมที่เพนตาแกรม
-เป็นบรรณาธิการร่วมของtree looking Closer graphic design anthologies
-ก่อตั้ง บลอค Design Observer กับ ริค พอยเนอร์ วิลเลี่ยม เดรนเทล และเจสสิก้า เฮลแฟนด์ -งานของเขาเป็นตัวอย่างในคอลเลคชั่นถาวรของพิพิธภัณฑ์ ,Metropolitan Museum of art ในNew York และ the Musee des Arts Decoratifs มอนต์รีล-ค.ศ.1988-1990 เป็นประธานบริษัทของ The New York Chapter of the America Institute of Graphic Arts(AIGA)
ค.ศ.1989 เป็น the Alliance Graphique International
ค.ศ.2003 เป็นผู้กำกับศิลป์ Club Hall of Fame
และยังมีงานประเภทอื่นๆอีกมากมาย
ต่อStefan Sagmeister
- ในความคิดของสเตฟาน แซกไมสเตอร์ กราฟฟิกดีไซน์ คือภาษาพิเศษที่มีพลังดึงดูดผู้คนได้ในเวลาอันสั้น ฉะนั้นเขาจึงให้ความสำคัญกับทุกรายละเอียดของการออกแบบ ตั้งแต่ความหมายไปจนถึงรูปแบบและวิธีการนำเสนอ
- ประสบการณ์และผลงานในชีวิตของเขา
1. การออกแบบเพื่องานดนตรี
2 การออกแบบเพื่อสังคม
3. การออกแบบสำหรับองค์กร
4. การออกแบบให้ศิลปิน
5. ออกแบบอย่างนักประพันธ์
- ในช่วงก่อนปี ค.ศ. 2000 แซกไมสเตอร์ อิงค์ ทำงานออกแบบให้กับอุตสาหกรรมดนตร�เป็นหลัก - ในช่วงใกล้สิ้นสหัสวรรษที่ผ่านมา แซกไมสเตอร์หันมาให้ความสนใจกับการออกแบบเพื่อสังคมเขาเลือกที่จะหันหลังให้ธุรกิจและอุทิศเวลาหนึ่งปีเต็ม (ปี ค.ศ. 2000) ให้กับการทดลองด้านการออกแบบของตนเองและเพื่อนๆ
- หลังจากปี ค.ศ. 2000 เป็นต้นมา แซกไมสเตอร์กลับเข้าสู่โลกธุรกิจ และแซกไมสเตอร์ อิงค์ ก็กลับสู่ความนิยมอีกครั้ง - ในช่วงหลัง ๆ เขาใช้ถ้อยคำและภาษาในงานออกแบบมากข�้นแซกไมสเตอร์จดบันทึกเรื่่องราวเพื่อย้ำเตือนสิ่งที่คิด และอยากทำอยู่เสมอ ซึ่งข้อความในสมุดบันทึกเหล่านี้เองที่กลายมาเป็นผลงานออกแบบชั้นโบว์แดงเขาในเวลาต่อมา
- Stefan Sagmeister เกิดในปี 1962 ที่เมือง Bregenz ประเทศออสเตรีย ครอบครัว Stefan Sagmeister ทำธุรกิจเกี่ยวกับการออกแบบแฟชั่น
- Stefan Sagmeister ได้เข้าศึกษาในโรงเรียนประจำท้องถิ่นที่เกี่ยวกับวิศวกรรม จากนั้นในปี 1981 Stefan Sagmeister ได้ย้ายไปเรียนกราฟฟิกดีไซน์ที่ Vienna University of Applied Arts จบการศึกษาปริญญาปีชั้น 1 ในปี 1985
- ต่อมาเขาได้เริ่มต้นใช้ชีวีตที่ New York - ในปี 1987 เขาได้ในทุนการศึกษาเพื่อเข้าไปเรียนที่ Pratt Institute และเขาได้กลับบ้านเกิดที่Vienna อีกครั้งเพื่อรับใช้ชาติเขาได้เกณฑ์ทหารและได้ทำงานในเขตผู้ลี้ภัยและได้ออกแบบโปสเตอร์สำหรับงานเทศกาล Nickelsdorf jazz - ย้ายไปอยู่ที่ Hongkong ในปี 1991 เพื่อเข้าไปทำงานในบริษัทของ Leo Burnett
- ในปี1992 ได้มีคนมาโต้วิภาควิจารณ์งานประกวดโปสเตอร์ของเขาที่เชื่อว่า bum-bearing 4As
- ในปี 1993 เขาได้กลับไปที่ New York อีกครั้ง เพื่อทำงานกับ Tibor Kalman ที่บริษัทM&Co หลังจากนั้นอีก6เดือนต่อมา Kalman ได้ปิดบริษัทM&Co ลงไป แต่เขาก็ได้เปิดสตูดิโอของตัวเองขึ้นมา- ในปี 1994 เขาได้คิด Identity ให้บริษัทลูกพี่ลูกน้องของเขาที่ชื่่อ Martin’s jeans stores - เขาได้เสนอชื่อเข้าชิงตำแหน่ง Grammy Award จากปกอัลบั้ม H. P. Zinker’s Mountains of Madness -ในปี1995 ก็ได้ร่วมมือกับ David Byrne ซึ่่งได้ออกแบบปกอัลบั้มของ David Byrne - ในปี 1996 เขาก็เริ่่มวางแผนทำปกอัลบั้ม set the Twilight Reeling ให้กับ Lou Reedโดยการทำโปสเตอร์ซึ่่งเขียนเนื้อร้องที่แสดงถึงบุคลิกของวง ผ่านใบหน้าของนักร้อง - นอกจากนั้นในปีนี้เขาได้รับชื่่อเสียงคู่กับงานโปสเตอร์ของ AIGA ที่มีชื่่อว่า Fresh Dialogue talks - ในปี1997เขาก็ได้ออกแบบโปสเตอร์ของ AIGA ที่มีชื่่อว่า Headless Chickenและเขายังได้ออกแบบกราฟฟิกสำหรับ David Byrne’s Feelings และ Rolling Stones’ Bridgesto Babylon
- ในปี1999 Sagmeister ได้เอามีดสลักข้อความทั่วตัวของเขา สำหรับบรรยายใน AIGA ที่Cranbrook ใกล้กับ Detroit เพื่อสื่อถึงตัวตน และการทุ่มเททำงานของเขา
- ในปี 2000 Sagmeister ได้หยุดทำงานในปีนี้ เพื่อวางแผนทำงานทดลองงานต่างๆ และในปี2001 เขาก็ได้เปิดสตูดิโอของเขาอีกครั้ง เพื่อจัดพิมพ์หนังสือของเขา ที่มีชื่่อว่า “Made YouLook”ซึ่่งเป็นหนังสือที่ผู้คนต่างกล่าวขวัญกันอย่างแพร่หลาย
- ในปี 2003 เขาได้ออกแบบโปสเตอร์ Adobe Design Achievement Awardsโดยการนำถ้วยกาแฟมาวางเป็นรูปถ้วยรางวัล
- ในปี 2003 เขายังได้ทำโปสเตอร์ On A Bingeโดยใช้ตัวเองเป็นสื่อวิพากษ์บทบาทของดีไซเนอร์ และการบร�โภคอย่างไม่ลืมหูลืมตา
- ในปี 2004 เขาได้ไปเป็นวิทยากรที่ Berlin และเขายังได้เผยความลับของ “Trying to look good limits my life” ซึ่่งเป็นเรื่่องราวในภาพต่างๆ
- ในปี 2005 เขาได้ออกแบบ Boxed Set ที่พูดในหัวเรื่่อง Once in a Lifetime ซึ่่งได้รับรางวัลจาก Grammy Award และปีนี้เขาก็ไดเออกแบบ กล่องใส่โปสการ์ดให้ the guggenheim museum ที่ Berlin ซึ่่งแฝงคติถึงความทะนงตัวโดยการตัวโดยการติดฟอยด์สะท้อนที่ด้านขวาเพื่อสะท้อนอีกครั้่งหนึ่งของคำว่า vanity
- มีงานอื่นๆ ที่ stefan ไม่ต้องใช้ตัวตนตัวเองมาแสดงในผลงานแต่เป็นงานที่ดี และมีผลกระทบต่อสังคม ซึ่่งเป็นงานที่ทำเพื่อแสดงความห่วงใยต่อสังคม ซึ่่งว่าจ้างโดย เบน โคห์น กับนักธุรกิจชั้นนำคนอื่นๆ ซึ่่งตั้งเป้าหมายให้รัฐบาลลดงบประมาณการทหาร 15% แล้วนำไปเพิ่มให้กับงบการศึกษา และสาธารณสุข
เต้
Josef Muller Brockman





Gotham Family.
ตัวอย่างของ Gotham Typeface ในสื่อต่างๆ
Neon channel letters.
Truck lettering.
แคมเปนจ์การหาเสียงของ Barack Obama นั้นก็ใช้ตัวอักษร Gotham อย่างสม่ำเสมอ Brian Collins นักออกแบบกราฟฟิก ก็มองว่าการเลือกใช้ตัวอักษรนี้เพื่อโปรโมตธีม “การเปลี่ยนแปลง” นั้นก็เหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง
หมิว
ต่อมาช่วงกลางๆ ปี ค.ศ.1970 ระบบกริดเริ่มเป็นมารตฐานของนักออกแบบ ในยุโรปและช่วงต้นๆปี ค.ศ.1980 มีการเริ่มคิดระบบ Grid แบบใหม่ นักออกแบบเริ่มมีการทดลองเกี่ยวกับ Grid แบบใหม่และ ก็มีกระแสต่อต้าน เกี่ยวกับ Grid และหลังจากนั้นนักออกแบบก็เริ่มไม่ใช้ Grid ในการออกแบบ ต่อมาก็มีแนวคิด Postmodernism
The Library
กับการพัฒนาการของการประดิษฐ์เครื่องทำความร้อนโลหะ ทำให้แบบอักษรต่างๆได้ออกใช้นั้น เป็นเครื่องมือที่ก่อให้เกิดงานงานกราฟฟิค และการสื่อสาร ในทุกๆวันนี้ฟอนต์ต่างๆที่สำคัญและเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกนั้นมีอิทธิพลของLinotype Library อยู่ด้วย แบบอักษรที่เป็นต้นฉบับ ซึ่งคุณสามารถมองเห็นได้บนคอมพิวเตอร์ของคุณ ไม่ว่าจะในลักษณะOpenType หรือ PostScriptล้วนได้รับการอนุญาตจาก Library นี้ทั้งนั้น ฟอนต์ที่เราใช้หลายๆฟอนต์ทุกวันนี้ยังมีเหล่านักออกแบบที่มีชื่อเสียงหลายคน ที่ยึด Linotype Library เป็นหลักในการออกแบบ และนำมาประยุกต์ใช้กับการออกแบบสมัยใหม่อีกด้วย
1889 Linotype ไดี้รับรางวัล Grand Prix ที่งานWorld Expo ในปารีส
1890 บริษัท Mergenthaler Linotype ก่อตั้งใน Brooklyn,NewYork USA Mergenthaler Linotype & Machinery Ltd. ก่อตั้งที่ Manchester ประเทศ อังกฤษ
1892 เครื่องLinotype จำนวน1000เครื่องเริ่มผลิตในสหรัฐอเมริกา The Rudhard’sche โรงหล่อใน Offenbach. ถูกซื้อโดย Karl Klingspor.
1894 ที่Amsterdam Linotypeเครื่องแรกในยุโรปเริ่มใช้กับการตั้งค่าหนังสือพิมพ์
1895 ก่อตั้ง D.stempel
1896 Mergenthaler Casting Machines ก่อตั้งในเบอร์ลิน เยอรมัน
1898 ในฝรั่งเศสเริ่มใช้เครื่อง Linotype เข้ามาใช้ในการทำหนังสือพิมพ์
1899 Ottmar Mergenthaler ตายขณะอายุ 45 ในBaltimore,USA
1866 Ottmar Mergenthaler เกิดที่ Wurttemberg,Germany May 11th 1854 ผลิตเครื่อง linecasting แรกของโลกในสหรัฐอเมริกา เครื่องนี้ถูกเรียกว่า Blower และต่อมาภายหลังได้เปลี่ยนชื่อเป็น Linotype ย่อมาจาก Line of Type
1889 Linotype ไดี้รับรางวัล Grand Prix ที่งานWorld Expo ในปารีส
1890 บริษัท Mergenthaler Linotype ก่อตั้งใน Brooklyn,NewYork USA Mergenthaler Linotype & Machinery Ltd. ก่อตั้งที่ Manchester ประเทศ อังกฤษ
1892 เครื่องLinotype จำนวน1000เครื่องเริ่มผลิตในสหรัฐอเมริกา The Rudhard’sche โรงหล่อใน Offenbach. ถูกซื้อโดย Karl Klingspor.
1894 ที่Amsterdam Linotypeเครื่องแรกในยุโรปเริ่มใช้กับการตั้งค่าหนังสือพิมพ์
1895 ก่อตั้ง D.stempel
1896 Mergenthaler Casting Machines ก่อตั้งในเบอร์ลิน เยอรมัน
1898 ในฝรั่งเศสเริ่มใช้เครื่อง Linotype เข้ามาใช้ในการทำหนังสือพิมพ์
1899 Ottmar Mergenthaler ตายขณะอายุ 45 ในBaltimore,USA
Serif and Sans Serif
แต่ต่างกันอย่างมาก จนสังเกตุได้ชัด ซึ่งเส้นที่บางเราจะเรียกว่า Hairline โดยชื่อตัวอักษรที่เป็นตัวแทนแห่งยุคนี้คือ Bodoni
นั้น มีขนาดเท่ากับเส้นแนวตั้งหรือแนวนอนของตัวอักษร ซึ่งตัวอักษรที่เป็นตัวแทนแห่งยุคนี้คือ Rockwell
-ความแตกต่างระหว่างความหนาและบางของเส้นอักษรอยู่ในระดับปานกลางอักษรมีความหนาไม่ต่างกันมากนัก
-นํ้าหนักโดยส่วนรวมของตัวอักษรอยู่ในระดับปานกลาง
-ยอดบนสุดของตัวอักษรนำ(Capital) จะตํ่ากว่ายอดปลายสุดหางบน(Ascender)
-มีเส้นยึนของฐานและปลายตัวอักษรที่เรียกว่าเชิง (Serif)ซึ่งได้มาจากวิธีการเขียนด้วยปากกาขนนกหรือปากกาปลายแบน
2 แบบTransitonal
ลักษณะเด่น
-แบบดัดแปลงที่พัฒนามาจาก Old Styleไม่ได้อาศัยการเลียนแบบจากการเขียนอย่างเดียวแต่ได้อาศัยเครื่องมือทางการเขียนแบบด้วย
-เส้นแกนหลัก (Stress) อยู่ในแนวตั้งฉากหรือเกือบตั้งฉาก
-เริ่มมีความแตกต่าง Contrast ระหว่างความหนาและบางของเส้นอักษร
-เชิง(Serif)เริ่มมีความชัดและมีลักษณะเป็นมุมเหลืี่ยมบางๆ
3 แบบModern
ลักษณะเด่น
-เป็นแบบตัวดักษรสมัยใหม่
-การอกแบบอักษรมีการนำเครื่องมือเครื่องเขียนเข้ามาช่วย
-เส้นแกนหลัก(Stress)อยู่ในแนวตั้งฉาก
-เชิงอักษร (Serif)จะเป็นเส้นตรงในแนวนอน
-เชิงอักษร (Serif)จะมีความบางมาก ความหนาบางก็จะแตกต่างกันอย่าชัดเจน
-ขานของตัวอักษรค่อนข้าแคบ
ลักษณะเด่น
-เส้นอักษรหนาและมีความแตกต่างเพียงเล็กน้อยระหว่างความหนาและบางของเส้นอักษร
-สัดส่วนกว้างกว่าแบบอื่นๆ
-ขนาดตัวอักษร lowercase สูงใหญ่
-เชิง(Serif)มีความหนาเป็นพิเศษมากกว่าแบบอื่นๆและออกแบบลักษณะของมุมเหลี่ยมที่สูงและหนา5แบบ Sans SerifหรือGothic
ลักษณะเด่น
-รูปแบบเรียบง่าย นิยมใช้อย่างกว้างขวาง
-ได้ตัด Serif ออกไปโดยสิ้นเชิง





ตี๋
วันอังคารที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2551
สัมมนาครั้งที่4
ในสมัยศตวรรษที่ 19 กระบวนการ Enlightenment ก่อให้เกิดยุคสมัยใหม่ เป็นยุคแห่งเหตุผล(The Age of Reason) ขึ้นมาแทนที่ศาสนาซึ่งตรึงอยู่กับศรัทธา(Faith) ยุคที่เชื่อในความก้าวหน้า(Progression) ซึ่งทำให้เกิดการพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นฐานให้เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรม และแผ่ขยายไปถึงด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคมและวัฒนธรรม รวมไปถึงสุนทรียศาสตร์
ด้านเศรษฐกิจ
- มีการปฏิวัติอุตสาหกรรม
- ยึดถือเศรษฐกิจแบบทุนนิยม(Capitalism)
- แนวคิดกำไรขาดทุนเป็นหลัก
- เกิดชนชั้นกลางในภาคบริการ เกิดชนชั้นแรงงานในภาคอุตสาหกรรม
- แนวเศรษฐกิจทุนนิยมได้กระจายตัวไปทั่วโลก ผ่านยุคอาณานิคม, ยุคพัฒนา, และยุคโลกาภิวัตน์ตามลำดับ
ด้านการเมือง
- มีการแบ่งแยกอย่างชัดเจน ระหว่าง ศาสนาจักร กับ อาณาจักร
- เกิดคำที่มีความหมายแบบ เสรีภาพ อิสรภาพ ปัจเจกภาพ
- เกิดการต่อต้านการควบคุมและต้องการหลุดพ้นจากการควบคุมจากโครงสร้างความคิดเก่าทางศาสนา
- เกิดขบวนการประชาธิปไตย (เสรีภาพ, อิสรภาพ, และประชาชน)
- เกิดการปฏิวัติคอมมิวนิสต์ และสังคมนิยม (ต่อมาได้ล่มสลายลงในปลายคริสตศตวรรษที่ 20)
ด้านสังคมและวัฒนธรรม
- ปลายคริสตศตวรรษที่ 18 มีการก่อตั้งสถาบันและกรมศิลปกรขึ้นมา ทำให้เป็นอิสระจากศาสนาและราชสำนัก
- ทั่วโลกถูกครอบงำโดยวัฒนธรรมตะวันตกโดยผ่านระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ที่ต้องการให้มีวัฒนธรรมที่เป็นแบบเดียวกันในการแพร่กระจายผลผลิต
- คนผิวขาว(White Man) เป็นใหญ่ ค่อนข้างมีอิทธิพลครอบงำ และอ้างความมีวัฒนธรรมที่สูงกว่าชนชาติอื่นๆ
- ผู้ชายเป็นใหญ่ ขาดความเสมอภาคระหว่างหญิง/ชาย
ด้านสุนทรียศาสตร์
- มีการเรียกร้องความสดและความใหม่, สไตล์ไม่เหมือนใคร โดยไม่คำนึงถึงความสำคัญของเป้า หมาย(Objective)
- เรียกร้องให้สุนทรียภาพมีความเป็นอิสระจากเรื่องศีลธรรม
- ให้คุณค่าอย่างสูงมากต่อสิ่งใหม่ๆ
- ปฏิเสธความงามที่ปราศจากประโยชน์ใช้สอย ซึ่งเนื่องมาจากยุคพัฒนาทางด้านเครื่องจักร
- ทางด้านสถาปัตยกรรมเกิดแนวคิดแบบ Form Follow Function
- ปฏิเสธลวดลายและสิ่งประดับหันมาชื่นชอบกับรูปทรงเรขาคณิต(แบบเครื่องจักร) และความเรียบง่าย
- ปฏิเสธสไตล์ท้องถิ่นหรือวัฒนธรรมประจำชาติ ให้การเชิดชูความเป็นสากล(International Styles) ซึ่งก่อให้เกิดแนวทางการออกแบบสมัยใหม่ขึ้น
ในวงการศิลปะและการออกแบบ Modern Art เกิดขึ้นในช่วงประมาณปี ค.ศ. 1860 ถึง1970 ซึ่งศิลปินสมัยนั้นได้ทดลองวิธีการใหม่ ในการมองภาพและสร้างสรรค์งาน ซึ่งได้ปรับเปลี่ยนแนวความคิดใหม่เกี่ยวกับธรรมชาติของวัตถุและองค์ประกอบของของศิลปะ ความคิดแบบนามธรรมเข้ามามีบทบาทและแสดงถึงลักษณะพิเศษของศิลปะแนวใหม่ เกิดรูปแบบศิลปะร่วมสมัย เพราะความคิดของงานศิลปะสมัยใหม่นั้น มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับความทันสมัยและรูปแบบการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนไป
ช่วงปลายปีศตวรรษที่ 19 การเคลื่อนไหวที่เพิ่มขึ้นได้มีอิทธิพลในงานศิลปะสมัยใหม่และเริ่มปรากฏ post-Impressionism และ Symbolism รวมถึงการเปิดเผยสื่อศิลปะทางด้านตะวันออก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เทคนิคการพิมพ์ของญี่ปุ่น นวัตกรรมทางด้านสีของ Turner และ Delacroix การค้นหาลักษณะการวาดรูปในชีวิตของคนธรรมดา เหมือนกับสร้างงานของจิตกร เช่น Jean- François Millet ผู้ให้การสนับสนุนแนวทาง Realism
แม้ว่างานปติมากรรมและงานสถาปัตยกรรมสมัยใหม่จะปรากฏในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 แต่การเริ่มต้นของภาพวาดสมัยใหม่ปรากฎออกมาได้เร็วกว่า การกำเนิดของศิลปะแนวใหม่นั้นเริ่มเกิดขึ้นในปี 1863 ซึ่ง Édouard Manet ได้จัดแสดงภาพวาด Le déjeuner sur l'herbe ใน Salon des Refusés ในกรุงปารีส ทำให้เกิดแนวทางที่บุกเบิกศิลปะสมัยใหม่คือ Romantics, Realists และ Impressionists
ท่ามกลางการเคลื่อนไหวซึ่งเกิดขึ้นในตอนต้นของศตวรรษที่ 20 คือแนวทาง Fauvism, Cubism, Expressionism และ Futurism สงครามโลกครั้งที่ 1 ได้นำจุดจบมาสู่ช่วงนั้น และเกิดเริ่มต้นการเคลื่อนไหวต่อต้านศิลปะ อาทิเช่นแนวความคิด Dadaism และงานของ Marcel Duchamp ศิลปะและวรรณคดีที่เน้นหนักในเรื่องของจิตใต้สำนึก
หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 เพียงไม่กี่ปี ภาวะเศรษฐกิจได้เติบโตอย่างรวดเร็ว เมืองใหญ่ ๆ ในยุโรปและอเมริกาเริ่มฟื้นตัว ผังเมืองมีอาคารสำนักงานขนาดใหญ่และห้างสรรพสินค้าเกิดขึ้น รวมถึงรถยนตร์และถนนหนทางต่างๆ ศิลปินและปัญญาชนต่างก็รวมกันเพื่อก่อตั้งเป็นกลุ่มศิลปินที่มีแนวคิดก้าวหน้า (Avant-garde groups) และในช่วงนี้เองที่ลัทธิ Modernism ได้เติบโตขึ้นอย่างเต็มที่ ในวงการจิตรกรรม จิตรกรเช่น Wassily Kandinsky Piet Mondrien หรือ Casimir Malevich ได้อธิบายถึงหลักการของศิลปนามธรรม (Abstract Art) ซึ่งหลังจากนั้นไม่นาน แนวคิดในเรื่องพื้นที่ว่างและรูปแบบนามธรรมได้ถูกนำไปใช้ในวงการสถาปัตยกรรมและประยุกต์ศิลปแขนงต่างๆ
กลุ่มนักออกแบบ De Stijl (The Style) ซึ่งรุ่งเรืองในช่วงปี 1917 สมาชิกของกลุ่มเช่น Theo van Doesburg และสถาปนิก Gerrit Rietveld ได้นำแนวคิดที่เคร่งครัดของลัทธิเหตุผลนิยม (Rationalism) ซึ่งเป็นแนวคิดทางศิลปที่มีความซับซ้อนมาก พื้นที่ว่างและพื้นผิวที่ได้ตัดทอนรูปทรง ที่แสดงให้เห็นในผลงานของนักออกแบบกลุ่ม De Stijl ซึ่งเน้นองค์ประกอบของรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า และนิยมใช้สีสันโดยเฉพาะแม่สีในขั้นที่1 เช่นสีเหลือง สีแดงและสีน้ำเงิน Gerrit Rietveld ได้นำความคิดของเขาออกแบบเก้าอี้ Roodblauwe Stoel (ผลงานในช่วงปี 1918-1924) รวมถึงงานสถาปัตยกรรมของเขาเช่นบ้าน Schroder House ที่สร้างในปี 1924
หนึ่งในศูนย์กลางทางศิลปะที่สำคัญของศิลปินหัวก้าวหน้าในศตวรรษที่ 20 คือกลุ่ม Bauhaus ซึ่งก่อตั้งโดย Walter Gropius ที่เมือง Weimar ในปี 1919 แม้ว่าในตอน เริ่มแรกนั้น จะได้อิทธิพลจากทฤษฎีของกลุ่ม De Stijl แต่ได้ปรับให้เข้ากับการใช้งานจริงและสภาพแท้จริงทางสังคม บรรดาสถาปนิก ช่างฝีมือ จิตรกร ประติมากร และอาจารย์พิเศษจำนวนมากต่างทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดภายในสถาบัน Bauhaus โดยพัฒนาแนวคิดซึ่งก่อให้เกิดโฉมหน้าของ Modernism ในศิลปประยุกต์ทุกแขนง พวกเขาพยายามค้นคว้าหานิยามบทสรุปที่ว่า การมุ่งเน้นประโยชน์ใช้สอยที่นำไปสู่ของการออกแบบ (Functionalist approach to design) ที่จำเป็นต่อมนุษย์ในยุคของอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี ซึ่งคำว่ายุคของเครื่องจักร(Machine Age) ได้เกิดขึ้นในยุคนี้เอง
ก้าวที่สำคัญของ Bauhaus คือผลงานเก้าอี้ของ Marcel Breuer ในปี 1925 ที่ออกแบบเฟอร์นิเจอร์สำหรับบ้านพักอาศัยตัวแรกๆ ที่ทำด้วยเหล็กท่อกลม (Tubular steel) และ Ludwig Mies van der Rohe ได้ออกแบบเก้าอี้ตัวแรกที่อาศัยหลักการคานยื่น (Cantilever Chair)
นับตั้งแต่เฟอร์นิเจอร์เหล็กท่อกลมมีความเหมาะสมต่อการผลิตเฟอร์นิเจอร์อุตสาหกรรมเป็นต้นมา ด้วยผิวสัมผัสที่เย็น รูปลักษณ์ที่ดูสะอาดและแข็งแรง และรูปแบบใหม่ของการผลิตเฟอร์นิเจอร์ที่เหมาะสมกับยุคสมัย วัสดุชนิดนี้จึงได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วโดยนักออกแบบและสถาปนิก
ในประเทศฝรั่งเศส สถาปนิกนักออกแบบ Le Corbusier หรือ Rene Herbst และ Eileen Gray เป็นนักออกแบบที่สำคัญและมีอิทธิพลอย่างสูงในกลุ่ม Modernism เฟอร์นิเจอร์เหล็กท่อกลมที่มีชื่อเสียงของพวกเขาซึ่งยังคงบุด้วยหนังแม้ในปัจจุบัน และในผลงานของ Pierre Chareau เราจะเห็นการเชื่อมโยงของศิลป Art Deco ซึ่งมีอิทธิพลอยู่ในฝรั่งเศสช่วงนั้น
ประเทศรัสเซียถือเป็นประเทศแรกที่มีการปกครองภายใต้ระบอบสังคมนิยม นับตั้งแต่การปฏิวัติในเดือนตุลาคมปี 1918 และได้กลายเป็นศูนย์กลางของศิลปหัวก้าวหน้า (Avant-Garde Art) กลุ่มศิลปินในกรุงมอสโคว์ต่างแสวงหารูปแบบที่เป็นนามธรรมและนำไปสู่ทิศทางของการออกแบบ ซึ่งถือเป็นหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์ที่รู้จักกันในชื่อลัทธิ Constructivism และ Suprematism
Modern Art ได้เปิดตัวในสหรัฐอเมริกาเป็นครั้งแรกในงานแสดงคลังสรรพาวุธ ในปี 1913 และผ่านทางศิลปินยุโรป ที่ได้ย้ายไปอยู่ที่สหรัฐอเมริกาตอนสงครามโลกครั้งที่1
แม้ว่าอเมริกาจะกลายเป็นจุดรวมของการเคลื่อนไหวทางศิลปะกลุ่มใหม่ แต่ก็แค่หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 เท่านั้น ในช่วงปี 1950 และปี 1960 ได้เห็น การเกิดขึ้นของ of Abstract Expressionism, Color field painting, Pop art, Op art, Hard-edge painting, Minimal art, Lyrical Abstraction, Postminimalism และความหลากหลายทางการเคลื่อนไหวอื่นๆ ในปลายปีช่วง 1960 และปีช่วง 1970 Land art, Performance art, Conceptual art, และรูปแบบศิลปะใหม่ๆอื่นๆ ได้ดึงดูดความสนใจของหัวหน้าผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์และนักวิจารณ์ทำให้เวลานั้น จำนวนของศิลปินและสถาปนิกเริ่มปฏิเสธความแนวความคิดแบบ Modernism ช่วงเวลานี้เองที่เป็นจุดสิ้นสุดของแนวความคิดแบบ Modernism และนำไปสู่แนวความคิดแบบ Postmodernism ในเวลาต่อมา
ปอม
โรงเรียนสอนออกแบบเบาเฮาส์
สถาบันศิลปะเบาเฮาส์หรือที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า The Bauhaus School of Art, craft, and design ได้รับการสร้างขึ้นมาโดยสถาปนิกที่ชื่อว่า Walter Gropius ที่เมืองไวมาร์ ประเทศเยอรมันนี ในปี ค.ศ. 1919 สำหรับคำว่า เบาเฮาส์ (building house)นั้น เป็นการสะท้อนถึงต้นตอกำเนิดในความคิดแบบสังคมนิยมที่เกี่ยวพันกับขบวนการเคลื่อนไหวทางด้านงานศิลปะและงานฝีมือ ซึ่งไม่ใช่อย่างเดียวกันกับความพยายามในช่วงต้นๆในการรื้อฟื้นพลังเกี่ยวกับผลิตผลทางงานฝีมือขึ้นมาใหม่ แต่อย่างไรก็ตาม ในท้ายที่สุด โปรแกรมต่างๆของเบาเฮาส์ได้เข้าไปอยู่ภายใต้วงแขนของเทคโนโลยีและอุตสาหกรรม
ปี 1919 นั้น นับเป็นปีที่สำคัญปีหนึ่งของชาวเยอรมัน เพราะเป็นปีแรกหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 1 [สงครามโลกครั้งที่ 1 เกิดขึ้นในช่วงปี ค.ศ.1914-1918] ในปีดังกล่าว บรรดาสมาชิกสภาผู้แทนต่างวุ่นวายอยู่กับการจัดให้มีการประชุม เพื่อถกเถียงว่าจะมีประชาธิปไตยแบบใดกันดีในเยอรมัน ในขณะเดียวกันนั้น สถาบันศิลปะเบาเฮาส์ ได้ก่อตั้งขึ้นที่เมือง Weimar เป็นครั้งแรก
คำว่าBauhaus หากแปลเป็นภาษาอังกฤษก็คือ building house หรือ Construction Building และผู้ที่คิดคำนี้ขึ้นมาก็คือ Walter Gropius (สถาปนิก)ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งคนสำคัญและเป็นผู้อำนวยการสถาบันศิลปะ เบาเฮาส์ เป็นคนแรก เปิดดำเนินการขึ้นเมื่อวันที่ 23 เมษายน 1919 ณ เมือง Weimar ประเทศเยอรมัน อันเป็นเมืองเล็กๆซึ่งมีประชากรอาศัยอยู่ราว 4 หมื่นคน แต่กลับเป็นจุดโฟกัสทางวัฒนธรรมที่สำคัญเพราะว่าเป็นที่ซึ่ง Gorthe และ Schiller สองนักประพันธ์ที่ยิ่งใหญ่อาศัยอยู่
บุคคลสำคัญที่มีส่วนร่วมกับสถาบันศิลปะเบาเฮาส์
นับจากปี 1919 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สถาบันศิลปะเบาเฮาส์ ได้รับการก่อตัวขึ้นมาจนกระทั่งสถาบันแห่งนี้สิ้นสุดลงในปี 1933 นั้น มีผู้อำนวยการสถาบันแห่งนี้ที่นับว่าเป็นคนสำคัญที่ได้ทำงานต่อเนื่องกันมา 3 คน ได้แก่ Walter Gropius(เป็นผู้อำนวยการตั้งแต่ปี 1919), Ludwig Mies van der Rohe(เป็นผู้อำนวยการตั้งแต่ปี 1928) และ Hannes Meyer (เป็นผู้อำนวยการตั้งแต่ปี 1930) ในส่วนของ Walter Gropius ซึ่งเป็นผู้อำนวยการคนแรกของสถาบันแห่งนี้ เขาเป็นสถาปนิกที่ประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียงมาแล้วตั้งแต่อายุเพียง 36 ปี ความหวังของเขาเกี่ยวกับการก่อตั้งสถาบันสอนศิลปะแห่งนี้ขึ้นมาก็เพื่อที่จะปฏิวัติโรงเรียนศิลปะให้เป็นแบบสหศึกษา คือมีการสอนทั้งทางด้านสถาปัตยกรรม ออกแบบตกแต่ง ออกแบบผลิตภัณฑ์ ออกแบบโฆษณา งานเซอรามิค งานถักทอเส้นใย รวมไปถึงจิตรกรรม ประติมากรรม และการละคร ฯลฯ เขาหวังจะหวนกลับไปสู่อุดมคติต่างๆของผู้สร้างโบสถ์ในสมัยกลาง(the ideals of the builder of cathedrals in the Middle ages) เพื่อสถาปนาชุมชนคนทำงานศิลปะขึ้นมา แต่เป็นเป็นที่น่าจับตาว่า งานศิลปะในแขนงต่างๆที่กล่าวถึงนี้ ล้วนถูกห่อรวมอยู่ในโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมทั้งสิ้น นอกจากผู้อำนวยการทั้ง 3 คนแล้ว ยังมีผู้ร่วมสอนคนสำคัญของสถาบัน เบาเฮาส์ แห่งนี้อีกหลายคน ซึ่งล้วนแต่เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงและมีผลงานซึ่งได้รับการสืบทอดนำเอาตำรับตำราของคนเหล่านี้มาใช้สอนนักศึกษาศิลปะไปทั่วโลก ไม่เว้นแม้กระทั่งประเทศไทย อย่างเช่น Johannes Itten (ชาวสวิสส์) และ Josef Albers (จิตรกรอเมริกัน เกิดในเยอรมัน) ผู้ซึ่งมีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับเรื่องของทฤษฎีสี การค้นคว้าเกี่ยวกับเรื่องสี จนกระทั่งเขียนขึ้นมาเป็นตำราของเขาได้รับการนำมาแปลถ่ายทอดในหลายภาษา และนำไปใช้ในการสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรมและงานออกแบบทั่วไป รวมไปถึงงานออกแบบอุตสาหกรรมศิลป์ ส่วนจิตรกรคนสำคัญ ซึ่งได้ร่วมสอนอยู่กับสถาบันศิลปะ เบาเฮาส์ และเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในวงการศิลปะจนกระทั่งทุกวันนี้ ซึ่งปัจจุบันนักศึกษาศิลปะยังคงต้องศึกษาผลงานของพวกเขาอยู่ อย่างเช่น Paul Klee(จิตรกรชาวสวิสส์), Wassily Kandinsky(จิตรกรชาวรัสเซีย), Lyonel Feininger(จิตรกรชาวอเมริกัน), และ Loszlo Moholy Nagy (จิตรกรชาวฮังกาเรียน) เป็นต้น ที่น่าสังเกตุก็คือ จิตรกรเหล่านี้ภายใต้ร่มธงของสถาบันสอนศิลปะเบาเฮาว์ ล้วนทำงานออกมาในรูปโครงสร้างมีลักษณะเรขาคณิต ที่มีความละม้ายคล้ายคลึงกับงานโครงสร้างทางสถาปัตยกรรม ซึ่งอยู่ภายใต้การอำนวยการของสถาปนิกทั้ง 3 คน แต่ภายหลังจิตรกรเหล่านี้ด้แยกตัวออกจากสถาบันเบาเฮาส์แล้ว พวกเขาแต่ละคนกลับมีสไตล์ผลงานจิตรกรรมที่เป็นของตัวเองอย่างเด่นชัด และเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก อย่างเช่น ผลงานจิตรกรรมของ Paul Klee และ Kandinsky โดยเฉพาะจิตรกรคนหลัง ผลงานของเขาเป็นที่น่าประทับใจและเป็นส่วนหนึ่งของที่มาในสไตล์ผลงานจิตรกรรมแบบ Abstract Expressionism



1.Walter Gropius 2.Hannes Meye 3.Ludwig Mies van der Rohe
ส่วนผสมของสถาบันศิลปะเบาเฮาส์
ก่อนการก่อตั้งสถาบันศิลปะเบาเฮาส์มีโรงเรียนที่สอนทางด้านศิลปะอยู่แล้ว ซึ่งบางโรงเรียนก็เน้นไปในเรื่องของพาณิชยศิลป์ ส่วนบางโรงเรียนก็เน้นไปในด้านงานวิจิตรศิลป์โดยตรง สำหรับสถาบันศิลปะเบาเฮาส์นั้น เป็นการรวมกันระหว่าง The School of Art and Trade กับ The School of Plastic Arts ซึ่งโรงเรียนแรกเน้นเรื่องศิลปะไปรับใช้เรื่องทางการค้า ส่วนโรงเรียนหลังมีการเรียนการสอนทางด้านศิลปะตามขนบประเพณี เป็นสถาบันวิชาการทางศิลปะ แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับอาจารย์ผู้สอนศิลปะโรงเรียนหลังนี้กล่าวว่า พวกเขาไม่สามารถที่จะปรับตัวให้เข้ากับโปรแกรมของเบาเฮาท์ได้
การเรียนการสอนของเบาเฮาส์
ปรัชญาของการเรียนการสอนของเบาเฮาส์เป็นการผสมผสานระหว่างความเป็นศิลปินหรือผู้ที่มีความสามารถเกี่ยวกับเรื่องราวของรูปทรง(master of form)ให้กลับมาสนใจในงานฝีมือ ในขณะเดียวกันก็ต้องการให้คนที่มีความสามารถในงานฝีมือ(shop master)ใช้ความคิดสร้างสรรค์เช่นเดียวกับศิลปิน ฝึกฝนให้ตนเองให้เกิดความสามารถในการคิดถึงรูปทรงที่ปรากฎออกมาให้สะดุดตา
ในส่วนของข้อแตกต่างอีกข้อหนึ่งระหว่างโรงเรียนสอนศิลปะโดยทั่วไป กับสถาบันศิลปะเบาเฮาส์ที่เด่นชัดคือ สถาบันศิลปะแห่งนี้เน้นในเรื่องการสนทนาระหว่างอาจารย์ผู้สอนกับนักศึกษา การพูดคุยกันถือเป็นหัวใจสำคัญแรกสุด ทั้งนี้เพื่อจะได้ให้ครูบาอาจารย์ที่มีความเชี่ยวชาญจากหลายสาขาและมีประสบการณ์ที่แตกต่างกัน ได้ถ่ายทอดความรู้ของตนให้กับนักศึกษา และเพื่อให้นักศึกษาแต่ละคนได้นำเอาความรู้ของผู้สอนแต่ละท่านไปสังเคราะห์เป็นองค์ความรู้ของตนเอง
นอกจากนี้ การเรียนของสถาบันศิลปะเบาเฮาส์ยังเน้นในเรื่องการลงมือปฏิบัติด้วย Gropius เชื่อว่า การทำงานด้วยมือถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะทำให้นักศึกษามีคุณภาพภายในและรับรู้ถึงการใช้วัสดุอย่างแท้จริง ดังนั้น นักศึกษาศิลปะจึงไม่เพียงเป็นแค่ผู้รู้ในทางทฤษฎีเท่านั้น แต่ยังเป็นนักปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพด้วย โดยเหตุนี้ นักศึกษาของสถาบันศิลปะเบาเฮาส์จึงต้องเข้าโรงฝึกงานหรือสตูดิโอต่างๆ เช่น สตูดิโอที่เกี่ยวกับไม้, โลหะ, กระจก, สิ่งทอ, และงานเครื่องปั้นดินเผา
บั้นปลายของเบาเฮาส
แม้ว่าสถาบันศิลปะเบาเฮาส์จะมีปรัชญาการสอนที่ล้ำหน้ามากในช่วงนั้น นับจากแนวคิดของผู้ก่อตั้ง ผู้ร่วมงาน และการให้อิสระแก่นักศึกษา แต่สถาบันแห่งนี้ภายหลัง กลับต้องยุติบทบาทลงในประเทศเยอรมันนี ทั้งนี้เนื่องมาจากเหตุการณ์ทางการเมืองภายในในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งเต็มไปด้วยความขัดแย้งระหว่างความคิดเก่ากับความคิดใหม่ รัฐบาลและประชาชนทั่วไปยังมีแนวคิดอนุรักษ์นิยม แต่เบาเฮาส์มีแนวโน้มไปทางสังคมนิยม เมื่อความขัดแย้งสั่งสมเพิ่มมากขึ้น จึงได้มีการบีบบังคับให้ Gropius ลาออกและปิดสถาบันศิลปะเบาเฮาส์ที่เมืองไวมาร์ลงในปี 1924
แต่ข่าวการปิดสถาบันแห่งนี้ กลับได้รับการตอบรับในลักษณะที่ยินดีจากเมืองสำคัญๆในเยอรมัน เช่น ฟรังค์ฟูร์ต, ฮาเกน, ดามสตัดต์ และเดลซา ซึ่งต่างสนใจที่จะนำสถาบันเบาเฮาส์มาสร้างในเมืองของตน นายกเทศมนตรีของเมืองเดลซาประสบความสำเร็จในเจตจำนงนี้ และได้เปิดสถาบันศิลปะเบาเฮาส์ขึ้น จนกระทั่งปี 1928 Gropius ได้ขอลาออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการ และต้องแต่งตั้งคนอื่นดูแลแทน
ในช่วงทศวรรษที่ 1930s พรรคนาซีเยอรมันประสบชัยชนะทางการเมืองได้เป็นผู้ปกครองแอนฮอล์ท เบาเฮาส์ต้องย้ายไปอยู่ที่กรุงเบอร์ลิน และได้ถูกปิดลงอย่างเด็ดขาดในเดือนเมษายน ปี 1933 (อันเป็นเดือนเดียวกันกับการก่อตั้งขึ้นมา) ซึ่งเป็นกาลอวสานของสถาบันแห่งนี้ในเยอรมัน สำหรับอาคารเรียนที่เมืองเดลซาได้ถูกพรรคนาซียึดไปเป็นที่อบรมทางการเมืองระดับหัวหน้าพรรค
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเบาเฮาส์จะถูกปิดตัวลงในเยอรมันนี แต่บทเรียนและวิธีการสอนกลับขยายออกไปมีอิทธิพลต่อโรงเรียนสอนศิลปะทั่วโลก สถาบันสอนศิลปะหลายแห่งในยุโรปและอเมริกาได้รับเอาไปปรับปรุงใช้กับสถาบันของตนเอง. Moholy Nagy ได้ไปก่อตั้ง The New เบาเฮาส์ (ซึ่งปัจจุบันคือ The Institute of Design of the Illinois Institute of Technology) ในชิคาโก นอกจากนี้ ทฤษฎีของเบาเฮาส์ยังได้ถูกนำไปใช้ในสถาบันที่มีชื่อเสียงอีกหลายแห่ง เช่นที่ ฮาร์วาร์ดในบอสตัน นิวยอร์ค และพยานหลักฐานเหล่านี้ ทำให้เบาเฮาส์ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้บุกเบิกสถาบันสอนศิลปะสมัยใหม่เเห้งศตวรรษ
เบียร์
Swiss Style
Swiss Style เกิดขึ้นในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 บนรากฐานอิทธิพลของ
Bauhaus - Constructivism และ De Stijl ซึ่งเป็นช่วงที่การใช้ grid
ในการสร้างสรรค์งานยังคง ได้รับการขานรับอย่างต่อเนื่อง และถูกผสมผสานเข้ากับการใช้
เทคนิคใหม่ๆในการตกแต่งแก้ไขภาพถ่าย (photomontage)
นอกเหนือไปจากนั้น การพัฒนาด้านการพิมพ์ก็ได้เปิดช่องทาง-
ใหม่และลูกเล่นใหม่ๆให้กับนักออกแบบ ในยุคนี้อย่างมากมาย แต่สิ่งที่ทำให้
กราฟฟิกดีไซน์แบบใหม่ที่มีในสวิตเซอร์แลนด์ในช่วงยุค 50
กลายเป็นสไตล์โดดเด่นของโลกในช่วงยุค 70 มีความเหมือนเกี่ยว
เนื่องกับรูปแบบพื้นฐาน Typography เป็นอย่างมากรูปแบบสไตล์นี้มีจุดที่ชัดเจน
Internationnal Style ที่เข้ามาใน America
ในช่วงปี 1950-1960ได้มีการมองถึงด้านเกี่ยวกับชุมชนเพื่อที่จะได้มี
การรวมตัวกันเป็นหน่วยงานและถือว่าเหตุการณ์นี้เป็นจุด peak ที่สุดใน
ปี 1970 ก็คือเป็นจุดนึงที่บ่งบอกถึงรากฐานด้านแนวความคิดสมัยใหม่
ในยุคนั้น ทำให้เกิด “Intermationnal Typographic Style”
ทำไมงานแนว Swiss ถึงต้องมีรูปแบบ Guid , Asymmetric เป็นหลัก
swiss Style เกิดขึ้นที่เมือง “ซูริก” ซึ่งมีนักออกแบบ
ที่โดดเด่นอย่าง ***Josef Muller Brockmann***
เกิดวันที่ 9 พ.ค. 1914 และได้
เสียชีวิตลงเมื่อ 30 ส.ค. 1996
เป็นทั้งครูและนักออกแบบ เขาเรียนเกี่ยวกับทางด้าน Architecture Design และ History of Arts ที่มหาวิทยาลัย Kunstgewerbeschure
Muller น่าจะได้รับอิทธิพลในการใช้การออกแบบที่เรียนมา
จากโรงเรียนที่เกี่ยวกับ ทางด้าน Architecture Design เขาจึงประยุกต์ เข้ากับงานที่มีการใช้ Asymmetric

คนที่ชักจูงเข้ามาคือ Bunnell เขาได้นำการออกแบบเข้ามา
เช่น Ulm Journals จากสื่อสิ่งพิมพ์ใน German

ทำไมงานแนว Swiss ถึงต้องมีรูปแบบ Guid , Asymmetric เป็นหลัก
swiss Style เกิดขึ้นที่เมือง “ซูริก” ซึ่งมีนักออกแบบ
ที่โดดเด่นอย่าง ***Josef Muller Brockmann***
เกิดวันที่ 9 พ.ค. 1914 และได้
เสียชีวิตลงเมื่อ 30 ส.ค. 1996
เป็นทั้งครูและนักออกแบบ เขาเรียนเกี่ยวกับทางด้าน Architecture Design และ History of Arts ที่มหาวิทยาลัย Kunstgewerbeschure
Muller น่าจะได้รับอิทธิพลในการใช้การออกแบบที่เรียนมา
จากโรงเรียนที่เกี่ยวกับ ทางด้าน Architecture Design เขาจึงประยุกต์ เข้ากับงานที่มีการใช้ Asymmetric


ผลงานของ Josef Muller Brockmann

นักออกแบบที่โดดเด่นในยุค International Typographic Style อีกคนหนึ่งก็คือ
Paul Rand -เค้าเรียนทางด้าน Art & Design จาก Pratt Institute
Paul Rand เริ่มทำงาน ตอนอายุ 23 ปี ในตำแหน่ง
Art Director ของ Esquire & Apparel Art magazine ในขณะนั้น Graphic communication
จะมีบทบาทเด่นมากในด้าน การวาดภาพประกอบ , พาดหัว , ตัวอักษรเรียบๆ การใช้สีในงานของ
Paul Rand ได้รับอิทธิพลจาก งานเขียนต่างๆ เช่น งานของ Picasso
พอล แรนด์ เป็นหนึ่งในผู้ริเริ่มใช้สไตล์การออกแบบที่เรียกว่า Swiss Style คือสไตล์ของภาพสะอาดตา คำนึงถึงทักษะการอ่าน และเหตุผล เป็นรูปแบบที่แสดงความเด่นชัดของการจัดองค์ประกอบ
แบบไม่สมมาตร(Asymmetric lay-outs) มีการใช้ตาราง (Grid) และ Sanserif (ส่วนที่ยื่นออกมาจากตัวอักษร) เป็นสไตล์ที่ให้ความสำคั Typography (การพิมพ์) รวมไปถึงการผสมผสานการออกแบบโดย
การใช้รูปถ่าย (Photography) ภาพประกอบ(Illustrate) และรูปวาด (Drawing)


ผลงานของ Paul Rand
ตู้
Erik Speikermann

Erik Speikermann เป็นนักออกแบบ Typographer และ Designer ชาว Germany และเขายังเป็นหนึ่งในนักออกแบบการเรียงตัวอักษรที่ได้รับการยกย่องมากที่สุดคนนึงในโลก ระหว่างปี 1972 และ 1979 เขาทำงาน Graphic Designโดยเป็น Freelance ใน London หลังจากนั้นเขาก็กลับมายังBerlin และตั้งบริษัท MetaDesign ในปี 1983 ปี 1989 เขาและภรรยาได้เริ่มทำ Fontshop ซึ่ง MetaDesignได้รับการยอมรับจากสมาคมการออกแบบในเร่ื่องเกี่ยวกับวิธีการทางปรัชญาที่บริษัทได้นำมาใช้แก้ปัญหาต่างๆ และในขณะนี้บริษัทได้เป็นที่ปรึกษาทางการออกแบบที่ใหญ่ที่สุดในเบอร์ลิน ซานฟรานซิสโก และลอนดอน และลูกค้าจากนานาชาติ ผลงานจากบริษัท MetaDesign มีอยู่หลากหลาย เช่น ป้ายสัญลักษณ์ต่างๆ ที่ใช้ในการคมนาคมในเบอร์ลิน ตัวอักษรและสัญลักษณ์ที่ใช้ในงาน Glasgow ปี1999 Audi, Volkswagen เป็นนักออกแบบ Typographer และ Designer ชาว Germany



แบงค์
Experimental Jetset

กลุ่มนักออกเเบบมีชื่อว่า Experimental Jetset อยู่ที่Netherland กรุงAmsterdam ก่อตั้งในปี 1997 โดยมีนักออกแบบ3คน ได้เเก่ Erwin Brinkers, Marieke Stolk, Danny van Dungen Experimental Jetset เป็นกลุ่มนักออกเเบบในยุโรปซึ่งมีความสามารถมากมายในการออกเเบบกราฟฟิกที่มีผลงานเกี่ยวกับ วัฒนธรรม,ดนตรี, แฟชั่น Experimental Jetset บอกว่าการออกแบบกราฟฟิกของ Experimental Jetset เป็นการออกเเบบเป็นระบบเเละมีลักษณะเฉพาะในการออกเเบบรวมถึงรูปเเบบที่ทันสมัย การทำงาน ส่วนใหญ่ Experimental Jetset จะใช้Font Helvetica เป็นส่วนใหญ่ Experimental Jetset
มั่นใจในรูปเเบบ Font Helvetica เพราะHelveticaมีรายละเอียดน้อยเเละมีความสวยงาม Experimental Jetset ยังใช้เเนวคิด Modernrsm
ที
Michael C.Place


Herbert Bayer : The Complete Work
(By Arthur Allen Cohen, 1988)

Herbert BayerBirthday Greetings to Xonti, 1930
แชมป์
Paula Scher ได้ศึกษาที่ Tyler of Art ใน Philadelphia และเริ่มต้นอาชีพ
กราฟิคดีไซน์ เป็น art director ที่ Atlantic และ CBS Recordsทั้งสองที่ในปี 1970s.
ในปี 1984 เธอได้เข้าร่วมก่อตั้ง Koppel & Scher และ
ในปี 1991 เธอได้ช่วยร่วมงานกับ Pentagram
เธอได้พัฒนาระบบ identity และ branding ข้อความโฆษณา,กราฟิคสิ่งแวดล้อม,
บรรจุภัณฑ์,และการออกแบบสิ่งพิมพ์ เพื่อการตอบสนองที่กว้างขวางและแพร่หลายของลูกค้า
เธอได้สร้างสรรค์ภาพพจน์ที่ร่วมสมัยของอารมณ์ผสมความดึงดูดใจ
30 ปี ของการทำงานภาพพจน์ที่เห็นได้กลายเป็นข้อพิสูจน์ชีวิตที่บ่มเพาะในเมือง New York
เธอเป็นสมาชิกของ Art Directors Club Hall of Fame และที่ผ่านมาได้รับรางวัล Chrysler Award for Innovation in Design
เธอได้ทำงานกับคณะผู้บริหารระดับชาติของ American Institute of Graphic Arts
และในปี 2001 เธอได้รับรางวัลผู้เชี่ยวชาญสูงสุด เหรียญ AIGA ด้วยการเห็นพ้องของที่ประชุม เธอประสบความสำเร็จด้วยความแตกต่างและได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวาง เธอคว้าเกียรตินิยม จาก Corcoran College of Art and Design และ Maryland Institute College of Art และเป็นสมาชิก Alliance Graphigue Internationale
เธอได้ทำงานเป็น directors ของ The Public Theater และในปี 2006 เธอได้ฉายา Art Commission แห่ง New York
งานของเธอได้จัดแสดงทั่วโลก ทั้ง นิวยอร์ก,วอชิงตัน ดีซี,สวิตเซอร์แลนด์,และฝรั่งเศส
เธอเป็นอาจารย์มากกว่า 20 ปี ที่ School of Visual Arts ดำรงตำแหน่งยาวนานที่ Cooper Union,Yale University และ Tyler School of Art
ในปี 2002 Princeton Architectural Press ได้ตีพิมพ์หนังสือ Make it Bigger เป็นเรื่องราวของเธอในอาชีพการงาน


ต่าย
Neville Brody



%5B1%5D.jpg)
เป็นศิษย์เก่าของ London college of communication และ ศึกษาที่ Hammersmith College of ArtNeville Brody เกิดวันที่ 23 เมษยา 1957 ที่กรุงลอนดอน เค้าเป็น Graphic Designer , ช่างเรียงพิมพ์ และ Art Director เขายังเป็นคนส่งเสริมโปรเจค “FUSE” ที่เอาหนังสือ graphics design กับ typefaces design มารวมกันอีกด้วย ซึ่งในแต่ละเล่มประกอบไปด้วยการตีพิมพ์บทความที่เกี่ยวกับ เทคนิคการเรียงพิมพ์ การทำแบรน และโปสเตอร์ Brody เป็นหนึ่งในสมาชิกผู้ก่อตั้ง Font Work หรือตอนนี้เรียกว่า Font Shop ที่กรุงลอนดอนและยังได้ออกแบบ typefaces ที่มีชื่อเสียงอีกมากมาย ในปี1988 Thames & Hudson ได้ทำหนังสือเกี่ยวกับงานของเขา และติดอันดับหนังสือ กราฟฟิกดีไซน์ที่ขายดีที่สุดในโลก ยอดขายมากกว่า 120,000 ดอลลาร์ และงานนิทรรศการของเค้าที่ Victoria and Albert Museum มีผู้ชมมากกว่า 40,000คนBrody มีชื่อเสียงขี้นมาจากการที่เขาได้เป็น Art Director ของนิตยสาร The Faceต่อมาเขามีสตูดิโอเป็นของตัวเองอยู่ใน London, San Francisco, Paris, Berlin และ New York บริษัทของเขาเป็นที่รู้จักดีในการสร้างสรรภาษาภาพใหม่ๆ ต่อมา งานของเขาที่อยู่บนหนังสือก็เริ่มเข้าสู่อุตสาหกรรมภาพยนต์โดยมีค่ายหนังต่างๆ มาเป็นผู้จ้าง เช่น mission impossible เป็นต้นและยังได้ออกแบบฟ้อนใหม่หนังสือพิมพ์ TheTimes อีกด้วยNeville Brody ทำงานอีกครั้งในฐานะกราฟฟิคดีไซน์เนอร์ และเป็น partner ของ Fwa Richards ที่ Research Studios ณ กรุงลอนดอนในปี 1994
โก้
วันอังคารที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
สัมมนาครั้งที่2
Jonathan Hoefler&Tobias Frere-Jones

อรรถพล เอียดสุข (เกม)
เทคโนโลยีการพิมพ์ก่อนยุคคอมพิวเตอร์




ศุภโชค สารติ๊บ (เจน)
Emigre
Emigre ก่อตั้งโดย Rudy Vandarlans กับ Zuzana licko โดยที่ Émigré ได้ผลิต Fonts ด้วย,ขาย Fonts ด้วย และ Emigre ก็ยังมีตีพิมพ์แมกกาซีนในช่วงระหว่างปี 1984 ถึง 2005 และ ในช่วงเวลา 1984-2005 นี้ Emigre ก็ได้ตีพิมพ์ออกมาทั้งหมด 69 เล่ม โดยที่เล่มที่ 1-63 ได้ตีพิมพ์และจัดจำหน่ายเองโดย Emigre ส่วนในเล่มที่ 64-69 ได้ผลิตและจัดจำหน่ายร่วมกับ Priceton Architectural Press โดยที่แมกกาซีนที่ Emigre ก็ตีพิมพ์ออกมานั้นก็จะมีความแตกต่างกันไปแถบจะไม่เหมือนกันเลย โดยที่เนื้อหาของแต่ละเล่มนั้นก็จะมีเรื่องเกี่ยวกับ Fonts เป็นส่วนใหญ่เหมือนกับว่าทำให้คนได้รู้จัก Fonts นั้นๆ ทั้ง Fonts ของ Emigre หนังสือจะมีจุดเด่นในการจัด Composition ที่น่าสนใจ สี และก็ รูปถ่าย โดยปัจจุบัน Emigre แมกกาซีนได้ถูกจัดเก็บอยู่ใน San Francisco Museum of Modern Art,Musom of Modern Art ใน New York Cooper-Hewitt Nation Design Museum ใน New York เช่นกัน และก็ยังมีที่ Design Musevm ใน London และ Denver Art Museum มีทั้งหมด 5 พิพิธภัณฑ์ที่มีอยู่ตอนนี้ และเล่มล่าสุดที่ตีพิมพ์ในปี 2007 คือ Malaga by Emigre โดยเล่มล่าสุดนี้ก็ได้นำเสนอแบบตัวอักษรที่ชื่อ Malaga (2007) ออกแบบโดย Xavier Dupre นักออกแบบรุ่นใหม่ชาวฝรั่งเศส ความน่าสนใจในตัวนักออกแบบคนนี้คือ ความสนใจในความหลากหลายของวัฒนธรรมในแต่ละประเทศ เค้าเล่าว่าตัวอักษร Malaga นี้ก็ออกแบบในระหว่างการเดินทางไปทั่วประเทศต่างๆ ซึ่งเริ่มด้วย ประเทศไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย พม่า แคมโปเดีย เวียดนาม ฝรั่งเศส เบลเยี่ยม และที่สุดท้ายคือ สเปน ซึ่ง Malaga ก็มาจากชื่อเมืองทางใต้ของสเปน โดยที่ Dapre ออกแบบโดยใช้ Power Book ในระหว่างการเดินทาง โดยที่ไม่มีเครื่องปริ้นและเมาส์ Malaga เป็นตัวอักษรแบบมี Serrif และโครงสร้างที่เป็น Hamanist ถ้าถามว่า Emigre มีความเกี่ยวข้องยังไงกับ Hevatica จากที่ผมแปลได้ เค้าบอกว่า Emigre ได้นำ Hevatica มาใช้ในงานออกแบบของ Emigre อย่างเช่นเล่มที่ 14 ก็ได้ใช้ Hevatica ในการออกแบบ Emigre นี้ถือได้ว่าเป็นที่รูจักกันในฐานะของผู้เชี่ยวชาญด้านกราฟฟิค
ทศพล กาจนากร (ทด)
Form Counter Form
รูปทรง (Form) หมายถึง โครงสร้างของสิ่งต่างๆ ประกอบด้วยด้าน 3 ด้าน คือ ด้านกว้าง ด้านยาว ด้านหนา เรียกว่า รูป 3 มิติ
รูปทรงสามารถวัดขนาดและปริมาตรได้ รูปทรงแบ่งได้เป็น 3 ประเภท ดังนี้ 1. รูปทรงธรรมชาติ (organic form)
2. รูปทรงเรขาคณิต (geometric form)
3. รูปทรงอิสระ (free form)
2. พื้นที่ของภาพและพื้นภาพ (Positive & Negative Space) งานออกแบบกราฟิกที่ดี ต้องมีความสัมพันธ์ของภาพและพื้นภาพที่ดี
พื้นภาพในงานเป็นเสมือนพระรองที่คอยส่งเสริมตัวภาพหรือพระเอกให้ดูโดดเด่นมากกว่า ซึ่งการส่งเสริมกันนั้นก็ขึ้นอยู่กับขนาดและรูปร่าง
ของพื้นที่ว่างโดยรอบๆ ภาพ
ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า งานกราฟิกจะสวยได้ นอกจากองค์ประกอบข้างในงานแล้ว รูปร่างขนาดพื้นที่ว่างรอบรูป ก็สามารถเป็นตัวบ่งชี้ความสวยงามลงตัวของงานได้
Form & Counter form
Letter form คือ รูปทรงของตัวอักษร
Counter form คือ สิ่งที่เกิดขึ้นจากพื้นที่สีขาวที่อยู่ด้านในของตัวอักษร

ณัฎฐ์กานดา จิรโสภณสวัสดิ์ (พลอย)
วันจันทร์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
สัมมนาครั้งที่ 1
ตัวอักษรในสภาพแวดล้อมและชีวิตประจำวัน
ตัวอักษรก็เป็นสื่ออีกขั้นหนึ่งของเรา ทุกวันนี้ไม่ว่าเราจะออกไปทำอะไรที่ไหนก็มักจะมีตัวอักษรเข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ ตัวอักษรที่รายล้อมรอบตัวเรานั้นมีมากมาย จะอยู่ในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นป้ายบอกทาง ป้ายเตือน ป้ายโฆษณา โปสเตอร์หนัง และอื่นๆอีกมากมาย นับว่ามีความสำคัญต่อชีวิตประจำของเราเป็นอย่างมาก เพราะตัวอักษรทำให้การสื่อสารง่ายขึ้น ตัวอักษรจึงมีความสำคัญกับชีวิตประจำวัน
อาทิตย์ ศิริปารภ
International typographic style
International style ก็คืองานออกแบบในรูปแบบของ Swiss style ซึ่งถูกพัฒนามาจากประเทศ Swisszerland มีความโดดเด่นมากในช่วงยุค 70s การออกแบบกราฟฟิกดีไซด์แบบ Swiss style นี้มีความเหมือนเกียวเนื่องกับรูปแบบพื้นฐาน Typography เป็นอย่างมาก จุดเด่นในการออกแบบคือ
- การออกแบบจะเน้นย้ำเรื่องความสะอาดตา
- การใช้ grid เพื่อความเรียบร้อย
- ตัวอักษรแบบ san-serif type face โดยเฉพาะ Helvetica ที่เป็นที่รู้จักกันดีในช่วงปี 1961
- อาจใช้ภาพถ่ายขาวดำแทนการวาดรูป หรือการวาดรูปเขียน
และการออกแบบในปัจจุบันนี้ยังได้รับอิธิพลขิงการออกแบบนี้อยู๋ด้วยเช่นกัน
รดา สุทธิวงษ์วัฒนา
Norm
Manuel Krebs and Dimitri Buni
เป็นนักออกแบบชาวสวิสรุ่นใหม่ ทั้งสองเกิดในปี 1970 ในเมืองเบลล์และเบิล์น ตามลำดับ และเขาพบกัยตอนที่เป็นนักเรียนในโรงเรียนการออกแบบกราฟฟิก ใน เบลล์ ในช่วงปี 1990-1999ละทั้งสองก็ร่วมกันก่อตัว Norm studio ขึ้น งานของโนมจะเป็นลักษณะเฉพาะที่เน้นทักษะขั้นสูงในการออกแบบตัวอักษร และการพอมพ์ที่เน้นกับเทคนิคต่างๆ การทำงานของเขาอาจเป็นระบบที่เข้าใจยาก ไม่เป็นที่ยอมรับแต่ผลงานของเขาก็ได้รับความนิยม
ทนงศักดิ์ แป้นเขียว
Push pin studio
ก่อตั้งอย่างเป็นทางการในปี 1954 โดย Seymour Chwast , Edward Sorel , Milton Glaser’Reynold Ruffins ตอนนั้นพวกเขาเรียกกลุ่มของตัวเองว่า Design Plus พวกเขาหารายได้เพื่อนที่จะให้สตูดีโอนั้นคงอยู่ต่อไป จึงร่วมกันทำปฏิทินชุดหนึ่งที่เรียนกว่า Almanack หลังจากงานของเขาได้ถูกพูดถึงในวงการออกแบบหลังจากนั้นจึงร่วมกันเปิด Push pin studio
ในปี 1957 ทุกคนตัดสินใจเริ่มสิ่งพิมพ์แบบใหม่ ที่จะสะท้อนมุมมองของ Push pin studio ได้ชัดเจนมากขึ้น เรียกสิ่งพิมพ์นี้ว่า Monthly Graphicงานของพวกเขาได้รั บความสนใจเป็นอย่างมาก จนเมื่อปี 1961 ปฏิทินฉบับที่35ของ Monthly Graphic ได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น Push pin Graphic และในที่สุกในฉบับที่ 86 ปี 1980 ในหัวเรื่อง Crime ก็ถือเป็นโอกาสที่ Push pin ต้องยากย้ายไปทำงานของแต่ละคนที่สนใจ
Push pin studio ในช่วงแรกศิลปินจะคำนึงถึงเรื่อวัฒธรรม ไม่กล้าทำอะไรแตกต่างนัก แต่มีการพัฒนาในแต่ละยุคสมัย หลังจากนั้นงานของ Push pin ก็เปลั้ยนไปแทบไม่เหมือนเดิม พัฒนาในแบบ modernism แต่ไม่ได้เน้นไปแนวใดแนวหนึ่งเพื่อนำไปใช้งานได้หลายประเภท ภายหลัง Seymour Chwast ได้เปลื่อนชื่อจาก Push pin studio เป็น Push pin Group,Inc.
กลอยใจ ชัยชัชวาล
Wim Crouwel
เกิดปี 1928 ใน Groningen ประเทศเนเธอร์แลนด์ เป็น นักออกแบบกราฟิกและtypographerชาวเนเธอร์แลนด์ เขาเป็นที่รู้จักโดยโปสเตอร์และนิทรรศการ สำหรับพิพิธภัณฑ์Stedelijk ใน เมืองอัมสเตอดัม
เขาออกแบบตัวอักษร2-3 ชุด New Alphabet (1967) เป็นชุดที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จัก มันเป็นแบบอักษรที่เป็นนามธรรมมาก ในระบบ dot-matrix เขาทำให้มันอ่านง่ายขึ้นด้วยระบบคอมพิวเตอร์
Fonts ที่เขาออกแบบ
- New Alphabet 1,2 and 3
- Stedelijk Alphabet
- Fodor Alphabet
เขายังเป็นหนึ่งในนักออกแบบที่สำคัญใน Dutch graphic historyในปี 1985-1993 เขาเป็นผู้อำนวยการของพิพิธภัณฑ์ Boijmans Van Beuningen ใน Rotterdam เขาไม่ได้หยุดอยู่แค่helvetica
แต่เอาระบบgridมาสร้างงานอย่างเป็นระบบ เป็นต้นแบบดีไซเนอร์สายgridรุ่นหลังๆ
อย่างnorth,mark farrow,experimental jetset
Postmodernism
Postmodernism เกิดขึ้นตั้งแต่กลางปี ๑๙๘๐ Postmodernism มีคำจำกัดความที่ค่อนข้างยุ่งยาก เพราะมันเป็นแนวคิดหนึ่งที่ปรากฏในความหลากหลายของกฏเกณฑ์หรือแขนงวิชาการต่างๆรวมถึงศิลปะ สถาปัตยกรรม ดนตรี ภาพยนตร์ วรรณคดี สังคมวิทยา สื่อสารมวลชน แฟชั่น และเท็คโนโลยี และยากที่จะระบุช่วงเวลาและประวัติศาสตร์ของมัน เพราะไม่เป็นที่แน่ชัดว่ามันเกิดขึ้นมาเมื่อใดPostmodernism มีความคล้ายคลึงกันกับ modernism ตามความคิดที่เหมือนกันเหล่านี้คือ ปฏิเสธเส้นแบ่งระหว่างความสูง-ต่ำในรูปแบบของศิลปะ ปฏิเสธความแตกต่างในความเป็นศิลปวัตถุที่เคร่งครัด เน้นการหลอมรวมกับสิ่งที่คุ้นเคย กำมะลอ การแดกดัน และความขบขัน ในแง่ศิลปะของ Postmodern มักไหลย้อนกลับและมีสำนึกของตนเอง แม้ในความเป็น postmodernism ดูเหมือนจะคล้ายกับ modernism ในหลายเรื่อง ความแตกต่างกันอยู่ที่ทัศนะคติในเรื่องนั้นๆ ดังเช่นModernism โน้มเอียงไปที่ความเปราะบางในแง่ที่เกี่ยวกับจิตใจของมนุษย์และประวัติศาสตร์ งานของนักทันสมัยพยายามหยิบยกความคิดของงานศิลปะที่สนองความเป็นเอกภาพ ยึดเหนี่ยว และให้ความหมายในสิ่งที่สูญหายไปในชีวิตสมัยใหม่ ศิลปะจะสนองตอบในสิ่งที่สูญหายในสถาบันของความเป็นมนุษย์ Postmodernism ในทางกลับกัน ไม่เน้นไปในทางยึดติด เข้าใจได้ง่าย โดยใช้สภาพแวดล้อม องค์ประกอบในอดีต มาประยุกต์ใช้กับงานสมัยใหม่
ชานนท์ วรรณพักตร์
AIGA
AIGA ย่อมาจาก American Insitulre or graphic art เป็นสถาบันการออกแบบจากอเมริกาที่รได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ซึ่งสถาบันแห่งนี้เป็นสถาบันที่วิเศษที่สุด AIGA จัดตั้งในปี 1914 เป็นสถาบันที่เก่าแก่ที่สุด และมีจำนวนสมาชิกมากที่สุด ที่นี่เป็นแหล่งรวมของเหล่าดีไซด์เนอร์เริ่มต้นแลกเปลี่ยนความคิดข้อมูล มีส่วนร่วมในการวิจารณ์รวมไปถึงการค้นคว้าและการเรียนการสอนอย่างเข้มข้น สถาบันนี้จะสนับสนุนและนำเสนองานออกแบบอย่างมีมาตรฐาน และเก็บรวบรวมผลงานเป็นแหล่งข้อมูลขนาดใหญ่ ช่วยกระตุ้นสร้างสรรค์แรงบัลดาลใจอีกด้วย
www.aiga.org
ปิติพงศ์ เมตตาประเสริฐ










































